จากตรงนี้ เลยทำให้มันออกมาหน้าตาเป็นฉะนี้ ... เล่นเอาเคล้าน้ำตาเล็กน้อยในการนึกย้อนกลับไป กระซิกๆ เครปต้องคุ้มนะเจ๊ T^T
----------------------------------------------------------------------------
ในผับที่เต็มไปด้วยผู้คนของคืนวันศุกร์ เสียงเพลงดังเสียจนเพื่อนสองคนที่อยู่ข้างหน้าฉันต้องตะโกนพูดกันไปมา ฉันตกอยู่ในภวังค์เป็นช่วงเวลาราวๆ หนึ่งถึงสองวินาที สายตาคู่นั้นเป็นสายตาที่ฉันเคยเห็นเมื่อตอนนั้น...
"เฮ้ย วันนี้จะกินอะไร" เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น
"เราว่าเราจะลองกินไอ้เนี่ยอ่ะ เบอร์ 49" เสียงทุ้มๆ ของเพื่อนอีกคนหนึ่งตอบกลับมา
"อะไรวะ ไม่น่ากินเลย แล้วแกอ่ะ?" เพื่อนคนเดิมหันมาถามฉัน
"อ่า..คงสั่งแบบเดิมมั้ง แกว่าไงอ่ะ ไอ้นั่นก็อยากกิน ไอ้นี่ก็อยากกินอ่ะ โอย อยากกินไปหมดเลย" ฉันตอบไปตรงๆ ตามความคิดและความตะกละ เพื่อนบางคนก็ด่ากลับมา บางคนก็หัวเราะ ฉันก็หัวเราะไปตามคนหมู่มากและเงยหน้าขึ้นมาจากเมนูในมือ แล้วฉันก็ต้องค้างนิ่งไปเมื่อสายตาของฉันประสานเข้ากับสายตาของผู้ชายคนหนึ่ง ฉันซึ่งเคยผิดหวังกับความสัมพันธ์และคิดที่จะพึ่งพาตัวเองไม่คิดอยากจะให้ใครเข้ามาดูแล ฉันซึ่งพยายามตัดเรื่องของคนที่ทำให้เจ็บช้ำมาก่อนหน้านั้นออกไปจากความคิด เผลอยิ้มตอบเขาไปอย่างไม่รู้ตัว วินาทีต่อมาเขาก็หันไปมองหญิงสาวที่มากับเขาปล่อยให้ฉันนั่งก้มหน้าแล้วจับมือของตัวเองให้สั่นน้อยลง
สายตาอันแสนอบอุ่น และรอยยิ้มที่ทำให้โลกนั้นสว่างไสวขึ้นมาในพริบตา ทำเอาน้ำตาของฉันจะไหลไม่ต่างกับวันนั้น จะเป็นอย่างไรหากคนๆ นี้ มองฉันและยิ้มให้ฉันแบบนี้อยู่เสมอๆ ตั้งแต่วันนั้นที่ร้านอาหาร ฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันจะได้เห็นแววตาคู่นี้อีกครั้ง เขาหันหน้าไปทางอื่นในแว๊บแรกที่ตาของเราประสานกัน ฉันกึ่งเสียดายและโล่งใจ หากเขามองฉันนานกว่านี้ ไม่รู้ว่าฉันจะหลุดปากพูดอะไรออกไป
ผู้ชายคนนี้ทำให้ฉันนึกถึงความสัมพันธ์ของฉันกับเพื่อนคนหนึ่ง ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยให้ยิ้มอันแสนอบอุ่นกับฉันเหมือนช่วงเวลาเมื่อครู่
"อ๊ะ ลืมหนังสืออีกแล้ว" ฉันร้องเสียงดังเมื่อมาถึงห้องเรียน
"ลืมทุกที วันนี้ไม่ให้ยืมแล้วนะ" เขาตอบกลับมาเสียงกึ่งเล่น
"โธ่ นิดหน่อยน่า" ฉันตื๊อพอเป็นพิธี เขามักจะช่วยฉันเสมอเวลาฉันลืมหนังสือ เขาวิ่งหนีเข้าห้องไปแล้วเลือกที่นั่งที่ไม่มีที่ว่างด้านข้าง "อ๊า~ อะไรกัน" ฉันทำเสียงงอนเล็กน้อย แล้วเขาก็เปลี่ยนที่นั่ง เราต่างคนต่างหัวเราะ ฉันไม่เคยรู้สึกสนิทกับใครเร็วเท่านี้มาก่อน เพราะตอนนั้นเพิ่งเปิดเทอมได้ไม่นาน
.
.
"ค่ะๆ เดี๋ยวจะลองกลับไปค้นดูใหม่นะคะอาจารย์" ฉันรีบรวบรัดเพราะเห็นบรรยากาศเครียดมานานพอดูแล้ว เขาได้แต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ครั้งนั้นเราต้องทำงานกลุ่มด้วยกัน และงานที่อาจารย์สั่งมาขัดแย้งกับอาจารย์อีกท่านที่สอนร่วมกัน หลังจากที่เดินออกมาจากห้องพักอาจารย์ เขาไม่พูดอะไรเลยได้แต่เดินกลับไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ฉันในตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวไร้ค่าที่ไม่สามารถทำอะไรได้ หน้าที่ที่จะเข้ามาคุยกับอาจารย์เป็นหน้าที่ของฉัน แต่ในครั้งแรกฉันทำได้ไม่ดีพอ เขาจึงตัดสินใจเข้ามาคุยด้วยตัวเองและเขาก็เถียงกับอาจารย์มาชุดใหญ่ ฉันรีบเดินไปคุยกับอาจารย์อีกท่านทันทีเพราะห้องของท่านอยู่ไม่ไกลมากจากที่ที่เรานั่ง ไม่นานนักฉันก็ได้ข้อสรุป
"อืม เอ่อ.." ฉันพยายามเข้าไปทัก เขาหันกลับมามองด้วยสายตาที่ทำให้ฉันหายใจไม่ออก
"อะไร?" เสียงของเขาห้วนเหมือนกับว่าคนที่เขาพูดอยู่ด้วยไม่มีจิตใจจะรับรู้ถึงความโกรธ
"เอ่อ เราไปคุยกับอาจารย์อีกคนแล้ว เขาบอกว่า เอ่อ ให้เราหยุดทำงานของเขาไปก่อนได้เลย...หน่ะ" ฉันพูดอ้ำๆ อึ้งๆ แล้วเขาก็ก้มหน้าลงไปอ่านหนังสือโดยไม่ตอบสนองอะไร
นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเถียงกันแบบนี้ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราสองคนไม่ได้คุยหรือมองหน้ากัน ทุกครั้งที่เราเดินสวนกันต่างคนก็จะต่างมองกันไปคนละทาง ฉันเลือกที่จะก้มหน้าเพราะไม่รู้ว่าจะแสดงสีหน้าอย่างไรออกไป บางครั้งฉันก็แอบชำเลืองมองและสิ่งที่ฉันเห็นก็มักจะทำร้ายความรู้สึกของฉันทุกที นั่นคือใบหน้าเฉยเมยเหมือนกับฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้นและเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
เวลาผ่านไป พวกเรารู้จักเพื่อนมากขึ้นและกลุ่มของพวกเราก็ใหญ่ขึ้น ฉันเริ่มไม่กลายเป็นตัวของฉันและเริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากคนที่แสนร่าเริงและควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้มิดชิดกลายเป็นคนไม่พูดไม่จาและหัวสมองตื้อตันตลอดเวลา ยิ่งฉันคลุกคลีอยู่กับเพื่อนๆ มากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นมากเท่านั้น เพื่อนๆ หลายคนเล่นกับเขาเหมือนที่ฉันเคยทำ การเล่นในลักษณะเดียวกันที่ทำให้เขาหัวเราะในตอนนี้ แต่ก่อนหน้านั้นเขากลับบอกให้ฉันเลิกทำเพราะเขาไม่ชอบ การขอร้องแบบเดียวกันกับที่ฉันเคยขอแต่เขากลับยอมอย่างว่าง่ายและเต็มใจในขณะที่ฉันไม่เคยได้รับมัน เขาซึ่งคอยถามไถ่หาเพื่อนคนนั้นคนนี้ แต่น้อยครั้งที่ชื่อของฉันจะหลุดออกมาจากปากของเขาด้วยความห่วงใย
ฉันกลับเข้าสู่โลกปัจจุบันอีกครั้งเมื่อวงดนตรีเล่นเพลงที่ตรงกับความรู้สึกในขณะนั้น ฉันลุกขึ้นร้องเพลงและตะโกนประโยคในเพลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับเพื่อนๆ ที่กำลังเฮฮา ฉันแสร้งยิ้มและร่วมตะโกนความในใจออกมาพร้อมกับบทเพลง ..ไม่มีใครรู้ว่าฉันรู้สึกอย่างไร ฉันยังเป็นเพื่อนที่ไม่เคยคิดอะไรของกลุ่มเสมอ
หลังจากนั้นไม่นานวงดนตรีก็เริ่มเล่นเพลงเร็วให้เข้ากับแนวของร้านที่ผู้คนมาเพื่อปลดปล่อยความตึงเครียด เพื่อนเพศชายของฉันคนหนึ่งเริ่มเต้นและชวนฉันให้เต้นด้วยกัน ฉันทำตามนั้นหวังว่าจะทำลายจิตใจที่เศร้าหมองและทำให้เพื่อนๆ สนุก ยิ่งเต้นเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าเพื่อนของฉันขยับเข้ามาใกล้ตัวฉันมากขึ้น ฉันค่อยๆ ถอยหนีตามจังหวะของเพลงจนชนเก้าอีกด้านหลัง หากแต่ฉันไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายใดๆ เพราะคิดว่านั่นคือเพื่อนคนหนึ่ง
"ระวังเพื่อนเธอหน่อยนะ ท่าทางเขาจะเมาแล้ว" ฉันตกใจเล็กน้อย ผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านหลังชะโงกหน้าเข้ามาข้างๆ หูของฉัน ฉันหันกลับไปมองต้นตอของเสียง เขาคือผู้ชายที่มีสายตาอบอุ่นคนนั้น ฉันพยักหน้าแล้วค่อยๆ นั่งลงข้างๆ พร้อมกับบอกเพื่อนของฉันว่าเหนื่อยแล้ว เขาพยายามชักชวนต่ออีกซักพักจนเห็นว่าฉันไม่ลุกจากที่นั่งแล้วจึงหันไปทางอื่น
ฉันคิดถึงแต่เรื่องของชายคนนั้นจนเข้าวันจันทร์ เพื่อนๆ ของฉันต่างบอกให้ฉันเข้าไปทักทายเขาและให้สานความสัมพันธ์ ฉันได้แต่คิดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร เป็นระยะห่างที่มากทีเดียวนับจากตอนที่ฉันเห็นสายตาคู่นั้นที่ร้านอาหารจนถึงตอนที่ฉันมาเห็นอีกครั้งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันคงไม่ได้พบมันอีกง่ายๆ แน่ และจากเท่าที่ฉันมอง เขามีคนอื่นอยู่ในใจแล้วและฉันก็ไม่ใช่สาวสวยที่น่าสนใจเสียด้วย ฉันคิดไปเรื่อย ขาก็พาตัวเองเดินมาอยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง .. ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรืออย่างไร แต่ที่นั่นในขณะนั้นเป็นที่ที่เขาคนที่ฉันคิดถึงยืนอยู่ ฉันยืนมองเขาอยู่ห่างๆ ซักครู่หนึ่ง แล้วผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินออกมาจากร้านนั้น เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยและเริ่มก้าวขา ผู้หญิงคนนั้นเดินอยู่ข้างๆ กัน แล้วทั้งคู่ก็เดินผ่านฉันไปช้า โดยไม่เหลียวกลับมามอง...
ฉันตักอาหารเข้าปากขณะที่กลั้นน้ำตาที่พยายามจะออกมาอย่างเต็มที่ .. ขอบคุณค่ะที่ช่วยสร้างช่วงเวลาดีๆ ให้ฉัน ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงไม่กี่วินาที .. ความเจ็บจะทำให้เราได้รู้สึกถึงความสุขมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านพ้นไป ฉันเชื่อเช่นนั้น